ดูหนัง ออนไลน์ ฟรี หนัง

ดูหนัง ออนไลน์ ฟรี หนัง

ดูหนัง ออนไลน์ ฟรี หนัง

ดูหนัง ออนไลน์ ฟรี หนัง หนังสร้างแรงจูงใจ ที่จะมาก่อไฟความสำเร็จ ผ่านต้นปีมาหมาดๆมั่นใจว่าคนจำนวนไม่น้อยคงเริ่มวางแผนอนาคตและหากำลังใจเพื่อเติมไฟให้ตนเอง โดยเฉพาะคนใดที่อยากหาแรงกระตุ้นดีๆให้กับชีวิต วันนี้ผมมีภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สร้างขึ้นมาจากโครงเรื่องจริงของคนที่บรรลุผลสำเร็จระดับนานาชาติมาเสนอแนะ รับรองว่าเมื่อดูจบแล้ว คุณจะได้รับแรงบันดาลใจปลุกไฟ ปลุกความกระปรี้กระเปร่าต้องการจะประสบผลสำเร็จแบบเหล่าคนดังบ้างแน่ๆ

1. Steve Jobs (2015)

การเปลี่ยนแปลงที่สะเทือนแวดวงเทคโนโลยีเรื่องราวการบรรลุเป้าหมายของสตีฟ จอบส์ ซึ่งสามารถปฏิวัติแวดวงเทคโนโลยีดิจิทัลของโลกได้ โดยหนังจะแบ่งเป็น 3 ตอนคือ การเปิดตัว Macintosh, NeXTcube และก็ iMac หนังได้ถ่ายทอดความมุ่งมั่นรวมทั้งวิสัยทัศน์ในการบริหารที่น่าเล่าเรียนเป็นตัวอย่างของสตีฟ จอบส์ เป็นต้นว่า การจัดการองค์กร การคิดนอกกรอบ รวมทั้งการขมักเขม้นในไอเดียของตนเอง อย่างเช่น ในระหว่างที่จอบส์มีความคิดเห็นไม่ตรงกับสหายเรื่องการปรับปรุงคอมพิวเตอร์รุ่นหนึ่ง ซึ่งเพื่อนของเขาไม่เชื่อว่ามันสามารถพัฒนาต่อได้

แต่จอบส์กลับเชื่อมั่นและพัฒนามันออกมากระทั่งเสร็จดังนี้ยังมีการสอดแทรกเรื่องครอบครัวของสตีฟ จอบส์ ที่หยิบยกขึ้นมาขยายเป็นดราม่าส่วนท้ายเรื่อง แสดงให้เห็นว่าถึงแม้เขาจะเป็นประธานที่เก่งเพียงใด แต่ว่าตอนท้ายเขาก็ไม่ใช่คนเพอร์เฟคและก็มีปัญหาในชีวิตดังคนอื่นๆโดยเฉพาะปัญหาชีวิตครอบครัว แล้วก็ยังเป็นหนังดีจนได้รับรางวัลลูกโลกทองถึง 2 รายการอีกด้วย

2. The social network (2010)

การบรรลุเป้าหมายเริ่มจากความวิกลจริต กล้าเสี่ยงจุดเริ่มของความสำเร็จของมาร์คเริ่มจากเวลานี้เป็นนักศึกษาปี 2 ของมหาลัยวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่หลังจากเลิกรากับแฟนสาว เขาก็โกรธจนต้องการจะแกล้งเธอ ดูหนังออนไลน์ ฟรีหนัง เลยผุดไอเดียสำหรับการสร้างเว็บไซต์ให้บรรดาหนุ่มๆในมหาวิทยาลัยโหวตสาวฮอตชื่อว่า Facemash.com โดยมีสหายๆในห้องพักร่วมด้วย แล้วก็สำเร็จตอบรับเกินคาดจนเว็บล่ม ต่อมาเขาก็เริ่มเป็นจริงเป็นจังกับการสร้างเว็บที่มีชื่อว่า The Facebook โดยเป็นสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สำหรับนักศึกษาในฮาร์วาร์ด

ไม่นานเว็บไซต์ของเขาก็ได้รับความชื่นชอบ ซึ่งก็ทำให้มาร์คมีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้นด้วย วันหนึ่งผู้ครอบครอง Paypal ก็ร่วมลงทุนกับ The Facebook ซึ่งวันหลังได้แปลงชื่อเป็น Facebook ที่มีเครือข่ายผู้ใช้ทั้งโลกในช่วงเวลานี้หนังประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่ากว่าจะเป็น Facebook ที่เลื่องลืออย่างทุกๆวันนี้ จำต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคมาเยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มาร์คจำต้องสูญเสียเพื่อนฝูงคนเดียวของเขาไปเพราะเหตุว่ามีความคิดเห็นในการพัฒนาเว็บไซต์ขัดแย้ง แต่ว่าเขาก็ไม่เลิกล้ม และยังคงเอาจริงเอาจังและไม่หยุดออกแบบเว็บไซต์ กระทั่งท้ายที่สุดมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็สามารถทำให้ Facebook สามารถใช้งานได้จริงรวมทั้งเป็นที่ยอมรับอย่างมากมายได้

3. The Founder (2016): เซลล์แมนเจ้าของอาหารจานด่วนสุดยอด

The Founder เกี่ยวกับเรื่องราวของเรย์ คร็อก เซลล์แมนที่ได้รู้จัก ‘ดิ๊ก’ แล้วก็ ‘แม็ค’ สองลูกพี่ลูกน้องผู้ก่อตั้งร้านอาหารจานด่วนชื่อ ‘แมคโดนัลด์’ ซึ่งเรย์ คร็อกมองเห็นโอกาสจากร้านค้าฟาสต์ฟู้ดที่นี้เลยขอซื้อแฟรนไชส์ นับว่าเป็นธุรกิจพลิกตลาดแฮมเบอร์เกอร์ขณะนั้นเลย แต่ว่าด้วยข้อตกลงที่เขาเสียเปรียบมาก เขาจึงต้องหาทางดิ้นให้หลุดเพื่อจะได้ครอบครองธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว ต่อไปเรย์ คร็อก ก็พากเพียรไต่เต้าและก็พัฒนาธุรกิจแบรนด์อาหารจานด่วนให้แปลงเป็นแบรนด์สุดยอดแบบที่พวกเรารู้จักจนขณะนี้หากคุณเป็นคนๆหนึ่งที่อยากที่จะให้ธุรกิจของตัวเองไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ หนังประเด็นนี้เหมาะสมอย่างยิ่งๆเพราะหนังทำให้เราได้มองเห็นแนวคิด ขั้นตอนการทำงาน รวมทั้งการสร้างแบรนด์ให้มีชื่อระดับโลก และถ่ายทอดความทะยานอยากรวมทั้งการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเองเชื่อถือผ่านตัวละครออกมาเจริญอีกด้วย

4. The Pursuit of Happiness (2006)

ความยากแค้นคือแรงกระตุ้น ล้มแล้วลุกให้ไวเรื่องราวของมหาเศรษฐีผิวสีน้ำตาลอ่อนวอเมริกันที่ถ่ายทอดออกสู่สายตาผู้ชมได้อย่างน่าประทับใจรวมทั้งกวาดรายได้กว่า 10,000 ล้านบาท จากทั่วทั้งโลก โดยตัวละครคริส การ์ดเนอร์ แสดงนำโดยผู้แสดงฝ่ายชายมากมายฝีมืออย่าง วิลล์ สมิธ เนื้อเรื่องเล่าถึงชีวิตที่ล่มจมถึงจุดสูงสุดของ คริส การ์ดเนอร์ ที่มีสถานะเป็นพ่อหม้ายแถมยังมีลูกชายคนหนึ่งที่จำเป็นต้องอุปการะ ในหนังมีระยะเวลากว่า 1 ปี

ที่เขาและก็ลูกต้องเปลี่ยนเป็นคนไร้บ้านแล้วก็ต้องไปนอนจากที่สาธารณะต่างๆอาทิเช่น บ้านพักสาธารณะ ที่ทำงาน ถึงแม้ว่าจะห้องอาบน้ำรถไฟใต้ดิน ซึ่งฉากที่คริส การ์ดเนอร์ พาลูกไปนอนที่ส้วมรถไฟใต้ดินและสร้างโลกจินตนาการขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมตัวเขาเองแล้วก็ลูกให้ลืมความลำบากตรากตรำที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เป็นฉากที่ซึ้งประทับใจและก็เรียกน้ำตาคนดูได้ไม่น้อย ทั้งเป็นหนึ่งในฉากที่ทำให้คริส การ์ดเนอร์

ไม่ละความเพียรพยายามที่จะบรรลุผลสำเร็จแล้วก็ทำให้ความเป็นอยู่ของเขาและก็ลูกดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยทัศนคติและก็ความพากเพียรที่ไม่ยอมแพ้ต่อชีวิต ทำให้เขาต่อสู้ ฝ่าฟัน และก็ภายหลังผ่านการล้มลุกล้มลุกคลุกคลานครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดเขาก็ผลักดันตัวเองจนเป็นนายหน้าค้าหุ้นและเศรษฐีเงินล้านได้เสร็จ นับว่าเป็นหนังที่สร้างแรงจูงใจได้อีกหนึ่งเรื่อง แสดงให้เห็นถึงความบากบั่นอย่างหนักของผู้ชายที่อยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้ที่บรรลุความสำเร็จ และก็หนังยังบ่งบอกถึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างพ่อลูกที่เป็นแรงผลักดันหลักสำหรับการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆอีกด้วย

5. Ford v Ferrari (2019)

ตำนานรถยนต์สปอร์ต ที่โลกจะต้องจารึกตำนานของรถยนต์สปอร์ตที่เล่าเรื่อง 2 ยานยนต์ยักษ์ใหญ่สุดยอด จากผู้กำกับเจมส์ แมนโกลด์ ที่ถ่ายทอดความเป็นจริงของเฮนรี ฟอร์ด ผู้จัดตั้ง บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ โดยได้ 2 ดาราชายหนุ่มมากมายฝีมืออย่าง แมต เดมอน มารับบท แคร์รอล เชลบี้ นักออกแบบรถยนต์ของฟอร์ด รวมทั้ง คริสเตียน เบล รับบท เคน ไมลส์ วิศวกรและนักขับรถซิ่งชาวอังกฤษ เรื่องราวสุดเข้มข้นเริ่มขึ้นจากตัวเฮนรี่ ฟอร์ด ที่อยากได้แย่งชิงความเป็นอันดับแรกจากบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์อย่างเฟอร์รารี่ (Ferrari) สำหรับเพื่อการชิงชัยรถซิ่งระดับโลก ฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจรวมทั้งนับว่าเป็นฉากในตำนานที่จับใจคนดูที่สุดก็เห็นจะเป็นตอนที่เคน ไมลส์ ขับรถของฟอร์ดแซงเฟอร์รารี่ได้สำหรับในการแข่งขัน เลอ ม็องส์ 1 วัน ปี 1966

ด้วยเหตุว่าเพียงแต่ฉากเดียวก็สะท้อนให้มองเห็นทั้งความเพียรพยายามและก็ความทุ่มเททั้งหมดที่สนใจรอล เชลบี้ และก็ เคน ไมลส์ ร่วมกันทำและก็ฟันฝ่ามาหากคนใดกันคิดว่านี่เป็นหนังแข่งรถธรรมดา ขอบอกว่าคิดผิดครับ เนื่องจากว่าหนังแทรกสอดเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อความฝัน จนกลายเป็นการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกจะต้องจำ และก็ชี้ให้เห็นถึงมิตรภาพระหว่างสหายแล้วก็การมีกลุ่มเวิร์ค ทำให้ความสำเร็จนั้นน่าตื้นตันเยอะขึ้นเรื่อยๆไปอีกเพียงแค่ลงมือกระทำ แผนการที่คุณมุ่งมาดก็มีโอกาสเสร็จเกินกว่าครึ่งแล้ว ดูหนังจบรวมทั้งลองนำแรงจูงใจและก็แนวความคิดไปปรับใช้กัน ขอเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้ทุกคนบรรลุความสำเร็จดังที่ปรารถนาครับผม

ทราบหรือไม่… คนไทยดูหนังที่โรงภาพยนตร์ เพียงแค่ 0.78 เรื่องต่อคนต่อปี !!

จัดว่าเข้าขั้นต่ำ เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่อุตสาหกรรมเพลิดเพลินขยายตัว อย่างเกาหลีใต้ อุตสาหกรรมรื่นเริงสร้างชื่อและก็รายได้ให้กับประเทศ ทำให้ผู้ที่นั่นเข้าโรงภาพยนตร์ดูหนังโดยเฉลี่ย 4 เรื่องต่อคนต่อปี หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์ เข้าโรงภาพยนตร์ดูหนังโดยเฉลี่ย 3 เรื่องต่อคนต่อปี (ข้อมูลจากเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์)ข้อมูลดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วใกล้เคียงกับ “TDRI” ทำรายงาน “เศรษฐศาสตร์โรงภาพยนต์” เปิดเผยว่า

ในประเทศแถบทวีปเอเชีย พบว่าคนไทยดูหนังที่โรงภาพยนตร์เกือบน้อยที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5 เรื่องต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น 1.5 เรื่องต่อคนต่อปี / มาเลเซีย 2.1 เรื่องต่อคนต่อปี / อินเดีย 2.5 เรื่องต่อคนต่อปี / เกาหลีใต้ 3.3 เรื่องต่อคนต่อปี / ฮ่องกง 3.4 เรื่องต่อคนต่อปี / สิงคโปร์ 4.3 เรื่องต่อคนต่อปี รวมไปถึงประเทศที่ผลิตแล้วก็ส่งออกหนังอันดับ 1 ของโลกอย่างอเมริกา ดูหนังโดยเฉลี่ย 4.8 เรื่องต่อคนต่อปีเจาะเหตุผลคนไทยดูหนังที่โรงหนังน้อย ?!?ต้นสายปลายเหตุหลักที่ทำให้คนไทยดูหนังที่โรงหนังน้อย เมื่อเทียบกับหลายประเทศในแถบทวีปเอเชีย มาจาก

– ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา “โรงหนังในไทย” ยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองหลัก อย่างเช่น กรุงเทพฯ – ละแวกใกล้เคียง แล้วก็จังหวัดใหญ่ ยังไม่กระจัดกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้จังหวะการเข้าถึงโรงหนังในไทยมีจำกัด

– คอนเทนต์ “ความเบิกบานใจ” มีอยู่รอบกายคนซื้อ สามารถดูได้ทุกๆที่ ทุกเวลาตลอด 1 วัน ยิ่งขณะนั้นแพลตฟอร์มการให้บริการดูซีรีย์-ภาพยนตร์บนออนไลน์รายใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นว่า “Netflix” ซึ่งเป็น Streaming ยักษ์ใหญ่ของโลก รวมทั้งกลายเป็นแพลตฟอร์มมีอำนาจต่ออุตสาหกรรมสนุกสนาน รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ถึงกับทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ – ผู้ผลิตหนังใน Hollywood ไม่อาจมองข้ามไปได้ และต้องหาทางต่อกร เนื่องจากเข้ามา Disrupt ธุรกิจ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงความประพฤติการรับดูความรื่นเริงใจของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ไม่น้อย

กลับสู่หน้าหลัก https://thinng.com

CATEGORIES

COMMENTS